ถ้ามี พระภิกษุ ไปโหลดหนังจากเพื่อนภิกษุด้วยกัน โดยวิสาสะโดยไม่บอกกล่าวให้เพื่อนภิกษุทราบก่อน เเต่กำลังทำงานใน เครื่องคอมของเพื่อนภิกษุอยู่เเต่บังเอิญไปเห็นหนังภาพยนต์จึงได้โหลดหนังนั้นมาใส่เเฟลตไดร้มาเปิดดูในคอมพิวเตอร์ของตนเอง กรณีนี้เข้าข่าย ปาราชิกข้อ 2 หรือเปล่า ขอคำปรึกษาจากผู้รู้ด้วยครับ (แต่เท่าที่ทราบมาต้นฉบับเดิมก็ยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพื่อนภิกษุก็เปิดดูได้อยู่ ผมเลยสงสัยเข้าข่ายหรือเปล่า) ขอขอบคุณอย่างยิ่งครับ
โดย
นายภูชิต อีเมล์ champion5.of_norrat@hotmail.com เมื่อ
2010-07-28 20:21:14
จากคำถามข้องใจของกระทู้นี้อาตมาตขออ้างพระวินัยบัญญัติมาตอบก็แล้วกัน ในพระวินัยบัญญัติ กล่าวถึงอาบัติอย่างหนักชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ปาราชิก" ไว้ว่า ปาราชิก คือประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติปาราชิก
พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกสี่ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะไม่กล่าวลาสิกขาบท ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที เมื่อความผิดนั้นสำเร็จ
ซึ่งถือว่าเป็นปาราชิกสิกขาบทที่ 3
โย ปะนะ ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชีวิตา?
?อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตราย ด้วยคำว่า แน่ะนายผู้เป็นชายจะประโยชน์อะไรแก่ท่าน ด้วยชีวิตอันแสนลำบาก ยากแค้นนี้ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่ดังนี้ เธอมีจิตอย่างนี้ มีใจอย่างนี้ มีความหมายหลายอย่าง อย่างนี้ พรรณนาคุณในความตายก็ดี ชักชวนเพื่ออันตายก็ดีโดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.?
วิภังค์ (จำแนกความ)
บทว่า พรรณนาคุณในความตายก็ดี ได้แก่แสดงโทษในความเป็นอยู่ พรรณนาคุณในความตายว่า ท่านตายจากโลกนี้แล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จักได้รับบำเรอเพียบพร้อมอิ่มเอิบด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ ในสุคติโลกสวรรค์นั้น.
คำว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ศิลาหนาแตกสองเสี่ยงแล้วเป็นของกลับต่อให้ติดสนิทอีกไมไ่ด้แม้อันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิตแล้ว ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก
ถึงแม้พระวินัยบอกว่าฆ่ามนุษย์เป็นบาปหนักที่สุด บาปยิ่งกว่าการฆ่าสัตว์ใดๆ ภิกษุใดฆ่ามนุษย์
ถือว่าต้องอาบัติปาราชิก หมดสิทธิเป็นสมณะอีกต่อไป แต่ด้วยความเป็นสมณรั้นประกอบด้วยศีลจริยวัตร 227 ข้อ ดังเบญจศีลสิกขาบทที่ ๑
ปาณาติปาตา เวรมณี
แปลว่า เว้นจากการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์
คำว่า สัตว์ ในที่นี้หมายเอาทั้งมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน ที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้ที่สุดซึ่งยังอยู่ในครรภ์ทุกประเภทไม่มีกำหนด
สิกขาบทนี้บัญญัติขึ้นเพื่อ หวังจะให้รู้จักปลูกเมตตาจิตในสัตว์ทุกจำพวก เพราะเมตตาจิตนี้เป็นความดี สามารถมีทั่วไปทั้งในหมู่มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉาน เช่น การเลี้ยงดูลูกของตัวเองด้วยความรัก แต่เมตตาจิตใจในหมู่มนุษย์สามารถขยายไปถึงหมู่มนุษย์ด้วยกันอื่นๆ อีกมากมายไม่จำกัด และตลอดถึงสัตว์ดิรัจฉานด้วยการอบรวมให้เมตตาจิตเกิดขึ้น เมื่อขยายออกไปมากเพียงใด ก็จะแผ่ความสุขให้เกิดมีแก่สรรพสัตว์มากเพียงนั้น
เรารักร่างกายรักชีวิตและกลัวภัยต่างๆ อันจะทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตต้องคอยระวังหลบลหลีกอยู่เสมอฉันใด มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานอื่นๆ ก็ฉันนั้น ผู้ที่เล็งเห็นแต่ความสุขของตัวเองอย่างเดียว ไม่แลเหลียวถึงสุขของผู้อื่นบ้าง ขาดเมตตาจิตคิดตัดสุขของผู้อื่นเสียสิ้นบ้าง ผู้นั้นเชื่อว่า ประพฤติผิดจากคลองธรรม ประพฤติผิดจากคลองธรรม เช่นนี้จัดว่าเป็นบาป
เมื่อเพ่งถึงความเมตตาจิตเป็นใหญ่ มีข้อห้ามด้วยสิกขาบทนี้ แบ่งเป็น ๓ อย่างคือ
๑.การฆ่า
๒.การทำร่างกาย
๓.การทรกรรม
๑.การฆ่า การฆ่า ได้แก่ การทำให้ตาย แยกเป็น ๒ประเภท คือ
๑.ฆ่ามนุษย์
๒. ฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน
ฆ่ามนุษย์ มีโทษหนักโดยวัตถุ ฝ่ายพุทธจักร ปรับโทษแก่ภิกษุผู้ทำถึงขั้นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ ในอัตภาพนั้นจะบวชเป็นภิกษุอีกไม่ได้ ถือเป็นโทษหนักที่สุด ฝ่ายราชอาณาจักก็ปรับโทษผู้ทำอย่างหนักถึงขั้นประหารชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิต จะมีข้อแบ่งเบาได้บ้างก็โดยเจตนาหย่อยเท่านั้น
การฆ่านั้น ต่างกันโดยเจตนา มี ๒ ประเภทคือ
๑.จงใจ
๒.ไม่จงใจ
ฆ่าโดยจงใจ คือตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะฆ่าเขาให้ตาย ในขณะที่ใจไม่โกรธ แต่ถูกความโลกครอบงำ เช่น โจรปล้นชิงทรัพย์แล้วฆ่าเจ้าทรัพย์ตายเป็นตัวอย่างบ้าง ถูกความพยายามครอบงำ เช่น ลอบฆ่าคนมีเวรกับตนเป็นตัวอย่าง และเพราะเหตุอย่างอื่นนอกจากนี้บ้าง แล้วพยายามใช้เครื่องมือหรืออุบายอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้เขาตาย
ฆ่าโดยไม่จงใจ คือ ไม่ได้คิดไว้ก่อน แต่บังเอิญเป็นเหตุให้เขาตายอย่างหนึ่งเพราะระงับยับยั้งไม่อยู่ เกิดบันดาลโทสะรุนแรงถึงขั้นทำให้เขาตายอย่างหนึ่ง เพราะประสงค์จะป้องกันตัวในกรณีเกิดการต่อสู่กับผู้เข้ามาทำร้ายตน และฆ่าเขาตายอย่างหนึ่ง เพราะไม่แกล้งเช่นหมายจะตีให้หลาบจำ แต่บังเอิญถูกที่สำคัญผู้ถูกตีนั้นตายหรือหมายจะยินยอมให้ถูกเป้าหมายที่ กำหนดไว้ แต่ยิงไปถูกคนเข้า และผู้ถูกยิ่งนั้นตายอย่างหนึ่ง
การฆ่าโดยไม่จงใจนั้น เจตนาไม่เต็มที่ ย่อมมีโทษเพลาลงมาทั้งฝ่ายพุทธจักรและราชอาณาจักร
การฆ่านั้น สำเร็จด้วยประโยค (ความพยามยาม) ๒ ประการ คือ
๑.ฆ่าเอง
๒.ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า
ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือหรืออุบายอย่างใด อย่างหนึ่งทั้งผู้ทำ ทั้งผู้ใช้ ทั้งผู้รับใช้ มีโทษฐานฆ่ามนุษย์ทั้งฝ่ายพุทธจักรและราชอาณาจักรด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม ย่อมจำแนกว่ามีโทษหนักได้๓ ชั้น คือ
๑.โดยวัตถุ จัดเป็น ๓ อย่าง คือ
๑.๑ ฆ่ามนุษย์ผู้หาความผิดมิได้ หรือไม่ได้ประทุษร้ายตัวและผู้อื่นมีโทษมาก เพราะปราศจากเหตุจำเป็น
๑.๒ ฆ่ามนุษย์ผู้มีอุปการะ เช่น บิดามารดา ผู้ทำอุปการะบุตรธิดา เป็นต้น มีโทษมาก เพราะนอกจากได้ผลาญชีวิตของท่านแล้วยังได้ตัดประโยชน์ของคนอื่นอีกด้วย
๑.๓ ฆ่ามนุษย์ผู้มีคุณคือความดี มีโทษ เพราะไม่เพียงแต่ผลาญชีวิตเท่านั้นยังทำลายล้างคุณความดีที่เป็นตัวอย่าง ให้ผู้อื่นประพฤติตามอีกด้วย
๒.โดยเจตนา จัดเป็น ๓ อย่างคือ
๒.๑ ฆ่าโดยหาเหตุมิได้ เช่นผู้ถูกฆ่ามีโทษไม่ถึงตายตามกฎหมายหรือไม่ได้กำลังจะทำร้ายตน มีโทษมาก
๒.๒ ฆ่าด้วยกิเลสมีกำลังกล้า เช่น ถูกความโลภครอบงำจิต รับจ้างฆ่าเขา มีโทษมาก
๒.๓ ฆ่าด้วยมีพยาบาทร้ายกาจ ล้างผลาญเขาให้พินาศ มีโทษมาก
๓.โดยประโยค ได้แก่ การฆ่าโดยทำให้เกิดทุกขเวทนา เช่นทุบตี ให้บอบช้ำ ต้องทนทุกข์ทรมานจนตาย มีโทษมาก เพราะผู้ถูกฆ่าได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส
มิใช่จะห้ามแต่เพียงการฆ่ามนุษย์อื่นเท่า นั้น แม้การฆ่าตัวองให้ตายก็ไม่สมควร ห้ามทั้งฝ่ายพุทธจักร และราชอาณาจักร ผู้ฆ่าตัวตายถือว่าเป็นผู้สิ้นคิดแล้วเป็นที่ดูหมิ่นของคนทั้งปวง ทำให้เกิดความอับอายขายหน้าแก่วงศ์ตระกูลและพวกพ้องของตน เกิดมาเป็นคนแล้วถึงจะตกทุกข์ได้ยากเพียงใด ก็ไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสมบัติที่ได้โดยยากเมื่อได้แล้ว ก็ไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่าจากประโยชน์ ถึงชีวิตจะสิ้นไป ก็ให้สิ้นไปด้วยดีในทางนักปราชญ์สรรเสริญ
ฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน มีโทษเบาตามวัตถุ จากการฆ่ามนุษย์ ฝ่ายพุทธจักรปรับโทษแก่ภิกษุผู้ทำเพียงปาจิตตีย์ ฝ่ายราชอาณามีจำกัดโทษเฉพาะฆ่าสัตว์บางเหล่าที่มีพระราชบัญญัติสงวนพันธุ์ สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เมื่อว่าโดยความเป็นกรรมย่อมจำแนกว่ามีโทษหนักได้ ๓ ชั้น คือ
๑.โดยวัตถุ จัดเป็น ๕ อย่างคือ
๑.๑ ฆ่าสัตว์ที่เจ้าของหวงแหน มีโทษมาก เพราะนอกจากฆ่าสัตว์แล้ว ยังชื้อว่าประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่นอีกด้วย
๑.๒ ฆ่าสัตว์มีคุณ เช่น สัตว์พาหนะ มีโทษมาก เพราะตัดความสุขและอุบายเลี้ยงชีพของผู้อื่น
๑.๓ ฆ่าสัตว์ที่ใช้ประโยชน์ได้มาก มีโทษมาก เพราะตัดประโยชน์ของเขามาก
๑.๔ ฆ่าสัตว์ของตัวเองก็มีโทษเพราะทำให้เกิดความหายนะแก่ตนเอง
๑.๕ ฆ่าสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ ก็มีโทษ ตามสัตว์และใหญ่
๒. โดยเจตนา จัดเป็น ๓ อย่าง คือ
๒.๑ ฆ่าโดยหาเหตุมิได้ คือ ไม่ใช่เพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่เพื่อจะบำบัดโรค ไม่ใช่เพื่อจะลองวิชาหรือค้นหาความรู้เพื่อมาบำรุงรักษามนุษย์และสัตว์อื่น ไม่ใช่เพื่อเลียงชีพ ไม่ใช่เพื่อเป็นอาหาร และไม่ใช่เพื่อปลดความลำบากของสัตว์เป็นต้น มีโทษมาก
๒.๒ ฆ่าด้วยกำลังกิเลสกล้า เช่น มีวิธีหาเลี้ยงชีพในทางอื่นได้แต่ถูกความโลภครอบงำเห็นแก่ได้จึงทำปาณาติบาต มีโทษมาก
๒.๓ ฆ่าด้วยความพยาบาท หรือถูกโทสะครอบงำ มีโทษมาก
๓. โดยประโยค ได้แก่ การฆ่าทำให้ทนทุกข์ทรมาน น่าสมเพส เช่น วางยาเบื่อปลาในคลองให้เมาตาย มีโทษมากการฆ่าโดยปราศจากเมตตาจิต ย่อมถือเป็นบาปทุกประการ พึงสันนิษฐานในทางกรรมว่า มีโทษหนักเป็นชั้นตามที่กล่าวแล้ว
๒. การทำร้ายร่างกาย
ในข้อนี้จะกล่าวเฉพาะทำแก่มนุษย์ ส่วนที่ทำแก่สัตว์ดิรัจฉาน จะกล่าวในทรกรรม ตามความรู้สึกของคน การทำร้ายร่างกายนี้ แม้ไม่ถึงกับสิ้นชีวิต แต่ก็ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน มีโทษทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร ฝ่ายพุทธจักรปรับโทษแก่ภิกษุผู้กระทำ เป็นชั้นตามวัตถุ เจตนาและความพยายามในการฆ่าฝ่ายาราชอาณาจักรปรับโทษตามเครื่องมือประหารที่ ใช้ประหาร
การทำร้ายร่างกายนั้น จำแนกออกเป็น๓สถาน คือ
๑. ทำให้พิการ ได้แก่ การทำให้อวัยวะบางส่วนเสียหาย เช่น ทำให้ ตาบอด ขาขาด แขนขาด เป็นต้น
๒. ทำให้เสียโฉม ได้แก่ การทำร้ายร่างกายให้เสียรูปโฉม เสียความสวยงามแต่ไม่ถึงกับพิการ
๓.ทำให้เจ็บทรมาน ได้แก่ การทำร้ายไม่ถึงเสียโฉม แต่เสียความสำราญ เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม มีโทษหนักเป็นชั้นโดยวัตถุ เจตนาและประโยคเหมือนที่กล่าวแล้วในการฆ่ามนุษย์
๓. การทรกรรม
ข้อนี้จะกล่าวเฉพาะสัตว์ดิรัจฉาน เพราะมนุษย์ไม่เป็นวัตถุอันใครๆ จะพึงทรกรรมได้โดยทั่วไป
ทรกรรม หมายเอาความประพฤติเหี้ยโมหดแก่สัตว์โดยปราศจากความเมตตาปราณีมิได้ ปมายถึงการนำสัตว์มากักขังไว้ธรรมดา เช่น เลี้ยงนกไว้ในกรงเป็นต้น จัดเป็น ๕ ลักษณะ
๑.ใช้งาน ได้แก่ การใช้สัตว์เป็นพาหนะ เช่น เทียมรถ เทียมไถ เป็นต้น ผู้ใช้ควรปราณีและเอาใจใส่ในการบำรุงเลี้ยงดูตามสมควร ถ้าไม่ปราณีแต่จะใช้งาน ปล่อยให้อดอยากซูบผอมไม่ให้พักผ่อนตามเวลาหรือทำร้ายร่างกายโดยขาดเมตตาจิต หรือใช้งานเกินกำลังของสัตว์ ได้ชื่อว่าประพฤติเหี้ยมโหด แก่สัตว์จัดเป็นทรกรรมในการใช้งาน
๒.กักขัง ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์ไว้ในกรง หรือผูกไว้เพื่อดูหรือชมเล่น แต่ผู้เลี้ยงควรปรนปรือเลี้ยงดูสัตว์นั้นให้ได้รับความสุข ถ้ากักขังหรือผูกมัดไว้จนไม่สามารถผลัดเปลี่ยนอิริยาบถได้ จัดว่า เป็นทรกรรมในการกักขัง
๓.นำไป ได้แก่ การผูกมัดสัตว์แล้วนำไปควรทำให้สัตว์ได้รับความสะดวกบ้าง แต่ถ้านำไปผิดอิริยาบถของสัตว์เช่น ผูกมัดเป็ด ไก่ สุกร หิ้ว หรือหามเอาศีรษะ เอาเท้าขึ้น สัตว์ได้รับความทรมาน เพราะเลือกลงศีรษะ ต้องชูศีรษะไปตลอดทาง อีกอย่างหนึ่ง เอาปลายยังมีชีวิตขังในห้อง ทับยัดเยียดกัน ปล่อยให้ดิ้นเสือกสนไปจนกว่าจะตาย ดูน่าสมเพชยิ่งนัก จัดเป็นทรกรรมในการ นำไป
๔.เล่นสนุก ได้แก่ การนำสัตว์มาเล่นเพื่อเป็นการสนุก เช่น พวกเด็กๆ ให้ประทัด มัดติดหางสุนัขแล้วเอาไฟจุดก็ดี เอาเทียนจุดไฟติดไว้ที่กระดองเต่า ให้ไฟไหม้มาถึงกระดองเต่าก็ดี เอาก้อนอิฐขว้างนกหรือคางคกเป็นต้นก็ดี ถอนขนปีกหักจาสัตว์ มีตั๊กแตนจิ้งหรีด เป็นต้นก็ดี จัดเป็นทรกรรมในการเล่นสนุก
๕.ผจญสัตว์ ได้แก่ การจับสัตว์ให้ต่อสู่หรือชนกัน เช่นชนโค ชนกระบือ ชนไก่ กัดปลา เป็นต้น สัตว์ย่อมได้รับความทุกข์ทรมาน จัดเป็นทรกรรมในการผจญสัตว์
เมื่อกล่าวโดยความเป็นทรกรรม การทรกรรม จัดเป็นวิหิงสา (การเบียดเบียน) มีโทษหนักเป็นชั้นโดยวัตถุเจตนาและประโยคที่ยิ่งและหย่อน ตามนัยที่กล่าวแล้วในการฆ่า
เรารักชีวิตร่างกาย และปรารถนาความสุขสำราญแก่ตนเพียงใด คนอื่นและสัตว์อื่น ก็รับชีวิตร่างกายของเขาพียงนั้น ฉะนั้น เมื่อรู้แล้วจงสำรวม อย่าล่วงละเมิดสิกขาบทข้อแรกนี้ อย่าประพฤติตนเป็นคนหัวไม้ อย่าฆ่าเขา อย่าทำร้ายเขา อย่าประพฤติเหี้ยมโหดแก่สัตว์ จงมีเมตตาจิตปรารถนาความสุข ไม่มีเวร ไม่มีภัย แก่มนุษย์และสัตว์ทั่วไป
ส่วนอีกคำถามเกี่ยวกับวัตุถุอนามาส(สิ่งของที่ภิกษุไม่ควจจับต้องหรือมีไว้ครอบครอง)กำลังจะเอาลงบทความอยู่พอดีฉะนั้นไม่ขอตอบในที่นี้ให้ท่านรออ่านได้ในหมวดบทความธรรมะก้แล้วกัน....
โดย
Admin
เมื่อ
2009-10-28 17:35:48